รู้จัก Slow Bar (สโลว์บาร์) ร้านกาแฟมาแรงที่ถูกใจใครหลายคน

2628 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รู้จัก Slow Bar (สโลว์บาร์) ร้านกาแฟมาแรงที่ถูกใจใครหลายคน
ในปัจจุบันมีรูปแบบร้านกาแฟหลากหลายแบบให้ผู้บริโภคได้เลือกเข้าไปลองชิม หรือดื่มกาแฟแตกแต่งกันออกไป ซึ่งในช่วงนี้ร้านกาแฟแนวที่กำลังมาแรงที่สุดคงหนีไม่พ้น ร้านกาแฟแนว Slow Bar (สโลว์บาร์) ให้คนรุ่นใหม่สามารถกล้าที่จะเปิดร้านกาแฟ ไม่ต้องมีเครื่องทำกาแฟเครื่องใหญ่ ๆ ก็สามารถทำได้เองเลย 

ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกันก่อนว่า Slow Bar คืออะไร แล้วทำไมถึงได้รับความนิยมในช่วงนี้

ร้านกาแฟแนว Slow Bar คืออะไร?

เป็นร้านกาแฟที่เน้นใช้เครื่องมืออาศัยแรงคนเป็นหลักเพื่อทำกาแฟ บางที่เรียกร้านแนว Slow Bar ว่า Craft Coffee หรือ Slow Coffee โดยแบ่งการทำกาแฟได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น กาแฟดริป (Drip Coffee), แอโรเพรส (Aeropress), เฟรนซ์เพรส (French Press), โมค่าพ็อท (Moka Pot) และไซฟอน (Syphon) แต่ละการทำเน้นความพิถีพิถัน ต้องชั่งตวงทั้งเมล็ดกาแฟ และปริมาณน้ำในการทำกาแฟอย่างพอดี และต้องใช้เวลานานในการทำกาแฟ เฉลี่ยแล้ววิธีการทำกาแฟแต่ละแบบจะใช้เวลานาน มีตั้งแต่ 5 นาที หรือ 10 - 20 นาทีโดยประมาณ

และยังมีโปรไฟล์เมล็ดกาแฟให้ลูกค้าเลือกอย่างหลากหลาย มีทั้งคั่วอ่อน (Light Roast), คั่วกลาง (Medium Roast) และคั่วเข้ม (Dark Roast) ทำให้ลูกค้าได้ลองเมล็ดกาแฟใหม่ ๆ ทั้งนี้ลูกค้าหรือผู้บริโภคที่ไปร้านกาแฟแบบ Slow Bar ยังสามารถพูดคุยกับบาริสต้าได้ เพราะกรรมวิธีการชงกาแฟเช่นนี้จะทำให้บาริสต้าและลูกค้าได้ใกล้ชิดกัน ทำให้บรรยากาศร้านกาแฟแบบ Slow Bar เน้นความเป็นกันเอง และดูอบอุ่น 

ทั้งนี้ในยุคปัจจุบัน บางร้านกาแฟ ยังมีทั้งโซนการทำกาแฟที่เป็น Slow Bar และ Speed Bar แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มตัวเลือกการทานกาแฟแบบต่าง ๆ

ลำดับต่อไปเราจะมาเปรียบเทียบร้านกาแฟ แบบ Slow Bar และ Speed Bar เพื่อให้ภาพชัดยิ่งขึ้นว่ามีจุดแตกต่างอะไรบ้าง

ความแตกต่างระหว่าง Speed Bar และ Slow Bar

ความแตกต่างระหว่าง Speed Bar และ Slow Bar
ทั้ง Speed Bar และ Slow Bar มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งระยะเวลาในการทำ และกรรมวิธีในการทำ แบ่งแยกได้ดังนี้

ความแตกต่างเรื่องกรรมวิธี

  • Slow Bar : เน้นใช้แรงคนเป็นหลัก มีหลากหลายวิธีการทำ กาแฟดริป (Drip Coffee), แอโรเพรส (Aeropress), เฟรนซ์เพรส (French Press), Moka Pot (Moka Pot) และไซฟอน (Syphon) เป็นต้น

  • Speed Bar : เน้นใช้เครื่องจักรทำกาแฟ หรือใช้เครื่องเอสเพรสโซ่ (Espresso Machine) เพื่อสกัดกาแฟ

ความแตกต่างเรื่องระยะเวลาในการทำ

  • Slow Bar : ใช้เวลานาน มีตั้งแต่ 5 นาที หรือ 10 - 20 นาทีโดยประมาณ

  • Speed Bar : ใช้เวลาแค่ 1 - 5 นาทีในการทำ เพราะทั่วไปใช้เวลาสกัดช็อตประมาณ 25 - 30 วินาที

ความแตกต่างเรื่องเมนูกาแฟที่ได้

  • Slow Bar : กาแฟดำ (Black Coffee), กาแฟดริป (Drip Coffee), เอสเพรสโซ่ (Espresso) เป็นต้น

  • Speed Bar : เมนูกาแฟยอดนิยม เช่น ลาเต้ (Latte), อเมริกาโน่ (Americano), เดอร์ตี้ (Dirty), คาปูชิโน่ (Cappucino) เป็นต้น

ทั้ง 2 แบบ มีจุดแตกต่างกันออกไป หากใครสาย Slow Life อยากจิบกาแฟชิล ๆ พูดคุยเรื่องราวกาแฟกับบาริสต้า ก็ต้องเลือกเป็นร้านกาแฟแนว Slow Bar หรือใครที่เร่งรีบ หรือเป็นคนทำงานทั่วไป แนะนำเป็นร้านกาแฟแนว Speed Bar จะเข้ากับไลฟ์สไตล์แนวนี้

ประเภทการชงกาแฟ แบบ Slow Bar

ประเภทการชงกาแฟ แบบ Slow Bar

ร้านกาแฟแนว Slow Bar ก็มีกรรมวิธีการทำหลากหลายแบบ ตามแต่ละร้านจะเลือกใช้ ซึ่งแบ่งแนวการทำกาแฟยอดฮิตได้ 6 วิธี ดังนี้
  • วิธีการเฟรนช์เพรส (French Press)

ใช้เครื่องเฟรนช์เพรส เพื่อกรองกาแฟที่บดเรียบร้อยแล้ว และกรองเพื่อให้ได้น้ำกาแฟออกมา วิธีการแบบนี้จึงทำให้รสชาติกาแฟเข้มข้น และมีผสมผงกาแฟเล็กน้อย

  • วิธีการแอโรเพรส (Aeropress) 


ใช้แรงดันในการเร่งการสกัดกาแฟ รสชาติจะเข้มข้น และสัมผัสรสกาแฟที่หนัก

  • วิธีการโมค่าพ็อต (Moka Pot)

ใช้วิธีการสกัดกาแฟด้วยพลังไอน้ำ ใช้แรงดันผลักน้ำจากโถเครื่องโมค่าพ็อตด้านล้าง ทำให้ได้กาแฟที่รสชาติเข้มข้นพอดี

  • วิธีการไซฟอน (Syphon)

ใช้วิธีการชงกาแฟระบบสูญญากาศ มีโหลแก้ว 2 ใบเชื่อมด้วยท่อไซฟอนปล่อยให้น้ำไหลผ่าน ไอน้ำจะระเหยทำให้แรงดัน ดันกาแฟ จนได้น้ำกาแฟที่สกัดออกมาพร้อมดื่ม

  • วิธีการดริปกาแฟ (Drip Coffee)

ใช้วิธีการบดกาแฟ และกรองกาแฟผ่านน้ำร้อน โดยมีตัวกรองกระดาษรองอยู่ ได้น้ำกาแฟที่มีกลิ่นและรสชาติ แตกต่างตามเมล็ดกาแฟที่เลือกใช้

  • วิธีการสกัดเย็น (Cold Brew)

ใช้การแช่กาแฟบดในน้ำอุณหภูมิห้องเป็นเวลา 12 ชั่วโมงหรืออาจจะนานกว่านั้นก็ได้ และกรองกาแฟออก

แจกสูตรชงกาแฟแนว Slow Bar
แจกสูตรชงกาแฟแนว Slow Bar

เดี๋ยวเราจะมาแนะนำสูตรชงกาแฟ แนว Slow Bar แบบง่าย ๆ สามารถหาวัตถุดิบได้เอง ตรงตามคอนเซปต์กาทำกาแฟแนว Slow Bar

  • เมนูกาแฟดริปอเมริกาโน่

เมนูอเมริกาโน่ ที่รสชาติเข้มข้น ดื่มแล้วเฟรช ได้กลิ่นและรสชาติของกาแฟแท้

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  • ดริปเปอร์
  • กระดาษกรองกาแฟ
  • เหยือกน้ำร้อนกาต้มน้ำสำหรับดริปกาแฟ
  • เครื่องบดเมล็ดกาแฟ
  • เครื่องชั่งกาแฟ
  • วัตถุดิบสำหรับการทำอเมริกาโน่
  • น้ำร้อน 400 มิลลิตร
  • เมล็ดกาแฟ (เลือกตามชอบ) 60 กรัม *แนะนำเลือกคั่วอ่อน - คั่วกลาง
    จะทำให้ได้รสชาติกาแฟที่ดื่มง่าย ไม่ขมเกินไป
  • น้ำแข็ง

ขั้นตอนการทำกาแฟ

  • ต้มน้ำเพื่อทำกาแฟให้ได้อุณหภูมิ 90 - 93 องศาเซลเซียส
  • พับกระดาษกรองกาแฟให้พอดีกับกรวยของดริปเปอร์ และเทน้ำใส่กระดาษกรองให้ชุ่ม และนำน้ำไปเททิ้งก่อน
  • บดเมล็ดกาแฟให้หยาบประมาณเมล็ดน้ำตาลทราย
  • เทเมล็ดกาแฟที่บดแล้วใส่ในตัวกรอง และเริ่มดริปกาแฟ ด้วยการเทน้ำร้อนให้กาแฟเปียกและเริ่มบานออกเป็นระยะเวลา 1 นาที
  • เทน้ำที่เหลืออย่างช้าๆ เป็นวงกลม รวมระยะเวลาแล้วเป็น 4 นาที
  • เสิร์ฟน้ำกาแฟที่ได้ใส่น้ำแข็งลงในแก้วที่เตรียมไว้
  • ได้เมนูอเมริกาโน่แบบดริป ที่ได้รสชาติและกลิ่นของเมล็ดกาแฟแบบเต็มๆ
  • ดังนั้นควรเลือกเมล็ดกาแฟเพื่อให้ได้คุณภาพของเครื่องดื่มที่ถูกปาก ถูกใจทุกคน ต้องเลือกเมล็ดกาแฟอาราบิก้าแท้ 100% แนะนำเป็น DC Blend MD70/D30 ของ BARISTA BUDDY

C Blend MD70/D30 ของ BARISTA BUDDY

225.- (500 กรัม)

เมล็ดอาราบิก้าจากแจ้ห่ม จังหวัดลำปางปลูกในเทือกเขาสูงอยู่ระดับ 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งเพาะปลูกที่พัฒนาคุณภาพกาแฟร่วมกับเกษตรโดยตรง เพื่อควบคุมคุณภาพของสารกาแฟให้มีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง มีบอดี้กาแฟที่หนักแน่นรสชาติกาแฟจะติดค้างอยู่ในปากนานกว่าปกติ บอดี้ปานกลาง เน้น Aroma มีความเปรี้ยวแบบชุ่มฉ่ำผลไม้



หวังว่าทุกคนในที่นี้จะไปลิ้มลองกาแฟ กับร้านกาแฟแนว Slow Bar กาแฟแนวใหม่ ที่คนรุ่นใหม่ก็สามารถเปิดร้านกาแฟกันเองได้ และยังได้ชิมเมล็ดกาแฟพันธุ์หลากหลาย ผ่านการทำกาแฟแนว Slow Bar ได้เช่นกัน 


แหล่งอ้างอิง :

https://www.mangozero.com/5-tips-to-know-for-slow-bar-cafe/
https://www.bkkmenu.com/eat/stories/coffee-guide-how-to-order-coffee-like-a-pro-part-li.html
https://marketeeronline.co/archives/128226
https://www.thestreetratchada.com/Blogs/22/how-to-make-coffee-and-home-cafe-tips

Powered by MakeWebEasy.com