อยากเปิดร้านกาแฟ ต้องเลือก เครื่องชงกาแฟ แบบไหน

1374 จำนวนผู้เข้าชม  | 

อยากเปิดร้านกาแฟ ต้องเลือก เครื่องชงกาแฟ แบบไหน

          ก่อนจะมาเป็นเครื่องทำกาแฟที่แสนสะดวกสบายทุกวันนี้ เราขอย้อนกลับไปเมื่อปี 1903 ที่ผู้คิดค้นกาแฟรู้สึกว่าทุกๆ เช้าของเขานั้นได้เสียเวลาไปกับการชงกาแฟเป็นอย่างมาก เขาจึงคิดค้นเครื่องมือที่จะทำให้เขาสามารถลดเวลาในส่วนนี้ออกไป และได้ดื่มกาแฟในเวลาที่รวดเร็วขึ้น โดยเริ่มแรกเครื่องมือนี้ถูกเรียกว่า “Fast Coffee Machine” หรือ “Espresso” ที่ในภาษาอิตาลีแปลว่า “เร็ว” นั้นเอง และหลังจากนั้นในปี 1927 ที่การคิดค้นเครื่องทำกาแฟได้ถูกส่งต่อไปยัง เดซิเดอโร่ ปาโวนิ ก็ทำให้การทำกาแฟเอสเปสโซและเครื่องทำกาแฟเป็นที่นิยมไปอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา และส่งผลให้ผู้คนสามารถเปิดร้านกาแฟกันได้มากขึ้น เพราะการทำกาแฟไม่เป็นเรื่องที่เสียเวลาและยุ่งยากอีกต่อไป สำหรับใครที่กำลังมองหา เครื่องชงกาแฟ เพราะคิดว่าอยากจะเริ่มต้นการเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเองนั้น จะเริ่มต้นเลือกเครื่องแบบไหน เครื่องมีกี่ประเภท และมีวิธีเลือกเครื่องทำกาแฟยังไง วันนี้เราจะขอพาคุณไปทำความรู้จักประเภทและวิธีเลือกดีๆ ของคนที่อยากเปิดร้านกาแฟกัน

ทำความรู้จักกับ เครื่องชงกาแฟ

          สิ่งสำคัญนอกจากเมล็ดพันธุ์กาแฟที่ดี ส่วนผสมที่ดีแล้ว เครื่องสำหรับการทำกาแฟก็เป็นส่วนสำคัญต่อรสชาติของกาแฟที่เราจะชงให้ลูกค้าดื่ม เพราะนอกจากรสชาติแล้ว มันยังส่งผลไปถึงความเข้มข้น กลิ่นและสัมผัสที่ได้ด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้เครื่องมือที่ช่วยให้คุณชงกาแฟได้ดี รสชาติอร่อยก็มีให้เลือกหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีวิธีใช้และให้ความแตกต่างกันดังนี้

ประเภทของ เครื่องชงกาแฟ

  1. Capsule Machine (ทำกาแฟแบบแคปซูล)
         คุณก็สามารถใช้เครื่องประเภทนี้ได้ เป็นขั้นตอนทำกาแฟที่ไม่ซับซ้อน เพราะสิ่งที่จะมาพร้อมกับเครื่องทำกาแฟประเภทนี้คือแคปซูลที่ด้านในจะมีกาแฟบดเป็นผงบรรจุเอาไว้ โดยคุณไม่ต้องมี เครื่องบดกาแฟ แยกอีกเพื่อบด และหากคุณต้องการดื่มกาแฟ เพียงนำแคปซูลไปวางลงบนเครื่อง เครื่องก็จะทำกาแฟให้คุณพร้อมดื่มโดยอัตโนมัติ ถือเป็นตัวเลือกที่สะดวก ใช้งานง่ายและรวดเร็ว เหมาะสำหรับใช้งานภายในบ้านหรือออฟฟิศเล็กๆ
  2. Espresso Machine (ทำกาแฟแบบเอสเพรสโซ)
         Espresso Machine หรือ เครื่องชงกาแฟแรงดัน เป็นเครื่องที่ร้านกาแฟส่วนใหญ่เลือกใช้เกือบทั้งหมด เพราะเครื่องประเภทนี้มีความเสถียรในการชงกาแฟ มีดีไซน์ที่สวยงาม มีฟังก์การทำงานที่หลากหลายและอาจจะมีหัวชงได้มากถึง 3 หัว และยังสามารถกำหนดปริมาณกาแฟ ปริมาณน้ำ ระดับความละเอียดของการบดเมล็ดกาแฟ ระดับการไหลของกาแฟ น้ำหนักในการอัดกาแฟได้ด้วย ซึ่งทุกข้อที่เรากล่าวมาของความสามารถจากการใช้ เครื่องชงกาแฟ ประเภทนี้นั้นมีผลต่อรสชาติของกาแฟ
  3. Fully Automatic Coffee Machine (ทำกาแฟแบบอัตโนมัติ)
         การทำกาแฟแบบอัตโนมัติเหมือนการมัดรวมเครื่องแบบ Capsule Machine และ Espresso Machine เข้าด้วยกันแถมยังได้รสชาติกาแฟสดและความเสถียรอย่างที่ต้องการอีกต่างหาก เพียงเติมน้ำและใส่เมล็ดกาแฟที่มีเข้าไป กดปุ่มเลือกเมนู เท่านี้เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำกาแฟ
  4. Drip Coffee Maker (ทำกาแฟแบบหยดหรือแบบดริป)
         วิธีการนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งผู้ใช้งานในบ้าน หรือสายแคมป์ปิ้ง เพราะเป็นเครื่องมือที่สะดวกในการใช้งาน ขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายได้สะดวก สามารถชงได้ทั้งกาแฟคั่วอ่อนและคั่วเข้ม กำหนดรสชาติของกาแฟได้ตามที่คุณต้องการด้วยกระบวนการการหยดหรือดริป ส่วนมากพบในร้านกาแฟแบบ Slow bar
  5. French Press (ทำกาแฟแบบเฟรนซ์เพรส)
         จุดเริ่มต้นของการชงกาแฟรูปแบบนี้เริ่มต้นที่ฝรั่งเศส โดยการใส่เมล็ดกาแฟที่บดแล้วลงไปในแก้ว จากนั้นรินน้ำร้อนให้ท่วมเมล็ดกาแฟ รอสักครู่แล้วกดลูกสูบที่ตัวเครื่องก็จะได้กาแฟที่คุณชงออกมา
  6. Syphon Coffe (ทำกาแฟแบบสูญญากาศ)
         เครื่องทำกาแฟแบบสูญญากาศ ใช้แรงดันน้ำเป็นตัวทำให้กาแฟมีความเข้มข้น กาต้มจะอยู่ด้านล่าง ไอน้ำจะส่งตัวขึ้นไปกระทบกับกากกาแฟด้านบน และเมื่อต้องการดื่มเพียงดับไฟและเทกาแฟผ่านตัวกรอง รสชาติกาแฟกลมกล่อมและเข้มข้น แต่ใช้เวลานานกว่าแบบอื่นๆ
  7. MOKA Pot (ทำกาแฟแบบมอคคาพอต)
         สุดท้ายของประเภทเครื่องทำกาแฟคือมอคคาพอต เครื่องทำกาแฟที่ให้รสชาติเหมือนกับเครื่องแบบเอสเพรสโซ ด้วยตัวหม้อจะแบ่งเป็น 2 ชั้นคือชั้นกาแฟบด และชั้นของน้ำซึ่งจะอยู่ที่ด้านล่างของตัวหม้อ

4 วิธีเลือก เครื่องชงกาแฟ  ให้เหมาะกับร้านของคุณ

   1. ขนาดของเครื่องทำกาแฟ

          การจะเลือกขนาดของตัวเครื่องทำกาแฟนั้นมีปัจจัยประกอบหลายอย่าง ก่อนอื่นเราต้องสำรวจก่อนว่า ร้านกาแฟของเราเป็นร้านกาแฟประเภทไหน ขนาดร้านของคุณใหญ่หรือเล็ก คิดว่าจะขายปริมาณกี่แก้วต่อวัน เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว คุณจะสามารถนำไปเลือกขนาดของเครื่องชงได้ว่าต้องใช้ขนาดเท่าไหร่ ต่อมาเมื่อได้ขนาดตามที่ต้องการแล้ว ให้คุณเปรียบเทียบราคาของเครื่องชง และคุณสมบัติของเครื่องชงหลายๆแบรนด์ เพื่อให้ได้เครื่องชงในขนาดที่เหมาะสมกับร้านของคุณที่สุด

   2. ลักษณะการทำงานของเครื่องทำกาแฟ

          ลักษณะการทำงานของเครื่องทำกาแฟก็เป็นสิ่งที่ต้องตอบโจทย์กับร้าน เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าประเภทของเครื่องนั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Espresso Machine (ทำกาแฟแบบเอสเพรสโซ) หรือ Drip Coffee Maker (ทำกาแฟแบบหยดหรือแบบดริป) เพราะการทำงานของเครื่องทำกาแฟแต่ละเครื่องก็จะให้รสชาติกาแฟที่แตกต่างกันไป และโดยส่วนใหญ่แล้วร้านกาแฟมักจะเลือกใช้ เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่ แต่ถ้าเป็นสายร้านกาแฟสโลว์บาร์ก็อาจจะเลือกเครื่องแบบ Drip Coffee Maker

   3. แบรนด์และแหล่งผลิตของเครื่องทำกาแฟ

          การเลือกแบรนด์เครื่องทำกาแฟที่มีชื่อเสียงก็เป็นเครื่องช่วยการันตีคุณภาพของกาแฟที่คุณจะชงได้ ซึ่งในแต่ละแบรนด์ก็จะมีราคาที่แตกต่างกันไปตั้งแต่หลักพัน ไปถึงหลักหมื่นหรือถึงหลักล้านเลยก็มี

   4. การบริการหลังการขายของตัวแทนจำหน่าย

          และนอกจากการเลือกขนาด เลือกลักษณะการทำงาน เลือกแบรนด์ของเครื่องทำกาแฟให้เหมาะกับร้านของตัวเองแล้วนั้น การตรวจเช็คและดูแลเครื่องทำกาแฟก็เป็นสิ่งสำคัญกับร้านและเจ้าของร้านกาแฟ เพราะเครื่องทำกาแฟที่ถูกใช้งานอยู่ตลอด  การทำความสะอาดหรือดูแลง่ายๆ อาจจะทำได้โดยเจ้าของร้านหรือบาริสต้า แต่สำหรับการซ่อมแซมและบำรุงนั้นไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ฉะนั้นบริการหลังการขายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ต้องเลือกตัวแทนจำหน่ายที่รับประกันการซ่อมแซม และอย่าลืมตรวจเช็คระยะเวลาประกันตัวเครื่องให้ดี

ติดต่อสอบถาม หรือสั่งซื้อสินค้าได้ที่ Line Official คลิ๊ก >> 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้